วันอังคาร

สะสมพระวจนะไว้


สะสมพระวจนะไว้


สุภาษิต 2:1-15 
บุตรชายของเราเอ๋ย ถ้าเจ้ารับคำของเรา
และสะสมคำบัญชาของเราไว้กับเจ้า
 

02 กระทำหูของเจ้าให้ผึ่งเพื่อรับปัญญา และเอียงใจของเจ้าเข้าหาความเข้าใจ 
03 เออ ถ้าเจ้าร้องหาความรอบรู้ และเปล่งเสียงของเจ้าหาความเข้าใจ 
04 ถ้าเจ้าแสวงปัญญาดุจหาเงิน และเสาะหาปัญญาอย่างหาขุมทรัพย์ที่ซ่อนไว้ 
05 นั่นแหละ เจ้าจะเข้าใจความยำเกรงพระเจ้า และพบความรู้ของพระเจ้า 
06 เพราะพระเจ้าประทานปัญญา ความรู้และความเข้าใจมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ 
07 พระองค์ทรงสะสมสติปัญญาไว้ให้คนเที่ยงธรรม พระองค์ทรงเป็นโล่ให้แก่ผู้ที่ดำเนินในความซื่อสัตย์ 
08 ทรงรักษาระวังวิถีของความยุติธรรม และทรงสงวนทางของธรรมิกชนของพระองค์ไว้ 
09 แล้วเจ้าจะเข้าใจความชอบธรรมและความยุติธรรม และความเที่ยงธรรม คือวิถีที่ดีทุกสาย 
10 เพราะปัญญาจะเข้ามาในใจของเจ้า และความรู้จะเป็นที่ร่มรื่นแก่วิญญาณจิตของเจ้า 
11 ความเฉลียวฉลาดจะคอยเฝ้าเจ้า และความเข้าใจจะระแวดระวังเจ้าไว้ 
12 ช่วยให้เจ้าพ้นจากทางแห่งคนชั่วร้าย จากคนที่พูดตลบตะแลง 
13 ผู้ทอดทิ้งวิถีแห่งความเที่ยงธรรม เพื่อเดินในทางแห่งความมืด 
14 ผู้เปรมปรีดิ์ในการกระทำความชั่วร้าย และปีติยินดีในการนั้น 
15 คือคนที่วิถีชีวิตของเขา ล้วนแต่คดเคี้ยวทั้งสิ้น 

สดุดี 1:1-3 ความสุขเป็นของบุคคล ผู้ไม่ดำเนินตามคำแนะนำของคนอธรรม หรือยืนอยู่ในทางของคนบาป หรือนั่งอยู่ในที่นั่ง ของคนที่ชอบเยาะเย้ย 
แต่ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า
เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน 

เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ ซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล และใบก็ไม่เหี่ยวแห้ง การทุกอย่างซึ่งเขากระทำก็จำเริญ ขึ้น 

วันพฤหัสบดี

อย่ายอมตกในการล่อลวงให้ทำบาป



อย่ายอมตกในการล่อลวงให้ทำบาป

คริสเตียนต้องไม่ประมาท และคิดว่าตัวเองมั่นคงดีแล้ว ทุกคนถูกทดลองและไม่มีการทดลองใด ๆ เกิดขึ้นกับเรานอกเหนือจากการทดลอง ซึ่งเคยเกิดกับมนุษย์ทั้งหลาย (1โครินธ์10:12-13) มารซาตานต้องการให้เราล้มลงในบาป แต่พระเจ้าต้องการให้เรามีชัยชนะ
พระเจ้าสอนเราให้
1. เฝ้าระวัง และอธิษฐาน เพราะแม้ใจเราจะพร้อม กายก็อ่อนกำลังได้” (มัทธิว 26:41)
2. สวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า เพื่อจะต่อต้าน ยุทธอุบายของพญามารได้ (เอเฟซัส 6:10-18)
3. ดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณไม่ยอมสนองตัณหาของเนื้อหนัง (กาลาเทีย 5:6-17)
4. หลีกหนีจากราคะตัณหาของคนหนุ่ม (2ทิโมธี 2:22)
5. ต่อสู้กับมาร และมันจะหนีเราไป (ยากอบ 4:7)

อดทนต่อความยากลำบาก



อดทนต่อความยากลำบาก

ในชีวิตคริสเตียนของเราบางครั้งเราก็ประสบกับปัญหาต่างๆ เช่นความป่วยไข้ การเงินฝืดเคือง ฯลฯ แต่จงตระหนักว่า “พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง” (โรม8:28) ไม่ว่าความลำบากนั้น จะเป็นการตีสอนจากพระเจ้า หรือจะเป็นการทดสอบความเชื่อก็ตาม
พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อันดีในชีวิตของเรา
1. การตีสอน ก็เพื่อประโยชน์ของเรา แม้จะดูเป็นเรื่องเศร้าใจในขณะนั้น แต่ต่อมาภายหลัง จะก่อให้เกิดความสุขสำราญ แก่บรรดาคนที่ต้องทนอยู่นั้น (ฮีบรู 12:11)
2. การทดสอบ ก็เพื่อพัฒนาความเชื่อของเราให้หนักแน่นมั่นคง (ยากอบ 1:2-4 , 1เปโตร 5:10)
พระเจ้าต้องการให้เราตระหนักว่า
1. ความทุกข์ยากนั้นอยู่เพียงระยะหนึ่ง (2โครินธ์ 4:17)
2. ในที่สุด พระเจ้าทรงเปี่ยมไปด้วยพระเมตตากรุณา (ยากอบ 5:11) จะประทานรางวัล และศักดิ์ศรีหาที่เปรียบมิได้ (2โครินธ์ 4:17)

พึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์


พึ่งพา พระวิญญาณบริสุทธิ์

พระเจ้าสัญญากับประชากรของพระองค์ไว้ว่า “เราจะให้ใจใหม่แก่เจ้าและเราจะบรรจุจิตวิญญาณใหม่ไว้ในเจ้า...เราจะใส่วิญญาณของเราภายในเจ้า และกระทำให้เจ้าดำเนินตามกฎเกณฑ์ของเรา และให้รักษากฏหมายของเราและกระทำตาม” (เอเสเคียล36:26,27) เราต้องรักษาความคิด คำพูดและการกระทำให้ถูกต้องเสมอ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะตรัสกับเราในใจ (กิจการ8:29) พระองค์จะช่วยเราเมื่อเราอ่อนกำลัง(โรม8:14) และพระองค์ทรงนำทุกคนที่เป็นลูกของพระเจ้า (โรม8:14)
ในไม่ช้าไม่นาน เราจะได้รับบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ เมื่อนั้นเราจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช ในการเป็นพยานถวายพระเกียรติพระเจ้า(กิจการ1:5,8) เมื่อเรารับบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะมีหมายสำคัญทุกครั้งว่า พระวิญญาณได้เสด็จลงมาบนเราแล้ว (กิจการ8:12-17,10:44-47) (กิจการ19:2-6,มัทธิว3:16)

อธิษฐานทุกวัน


อธิษฐานทุกวัน

การอธิษฐาน คือ การคุยกับพระเจ้า ตอนแรกอาจจะรู้สึกแปลกบ้าง แต่ต่อไปจะรู้สึกมีความหมายมาก เราเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการอธิษฐานเสมอ และเราคุยกับพระเจ้าได้ตลอดทั้งวันด้วย 
พระคัมภีร์บอกเราว่า
“อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใด ๆ เลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ แล้วสันติสุขของพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์” (ฟิลิปปี4:6,7)
1. เริ่มต้นวันใหม่กับพระเจ้าทุก ๆ วันส่วนตัวโดยการอธิษฐานในที่ซึ่งไม่มีคนรบกวน (มาระโก1:35)
2. จดสิ่งที่ขอกับพระเจ้า และสิ่งที่พระเจ้าตอบ อย่าลืมขอบพระคุณพระเจ้า
3. อธิษฐานกับพระเจ้าในเรื่องการใช้เวลาของวันใหม่
4. พระเจ้ารักเราและอยู่กับเราตลอดเวลา หัดฟังเสียงเบาๆของพระเจ้าในใจของเราที่เตือนเรา ให้กำลังใจและบอกเราถึงสิ่งต่าง ๆ

อย่ากระวนกระวาย


อย่ากระวนกระวาย

บางครั้ง เราก็เต็มไปด้วยความวิตกกังวล กลัวปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต พระวจนะของพระเจ้าบอกเราว่า “จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย” (1เปโตร 5:7)
เราต้องตระหนักว่า
1. “ผู้ที่ไปข้างหน้าคือพระเจ้า พระองค์ทรงสถิตอยู่ด้วย พระองค์จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลว หรือทอดทิ้งท่านเสีย อย่ากลัวและอย่าขยาดเลย” (เฉลยธรรมบัญญัติ 31
:8)

2. พระเจ้าสอนเราว่า “จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเองจงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของพระเจ้าและพระองค์ จะทรงกระทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น” (สุภาษิต 3:5-6)

3. พระเจ้าสอนไม่ให้เรากระวนกระวายว่าจะเอาอะไรกิน เอาอะไรดื่มและเอาอะไรนุ่งห่มแต่สอนเราว่า “จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” (มัทธิว6:25,33)

อ่านพระคัมภีร์สม่ำเสมอ


อ่านพระคัมภีร์เสมอ

เดี๋ยวนี้เราเป็นคริสเตียนแล้ว จำเป็นต้องเติบโตขึ้นในทางของพระเจ้า วิธีที่ดีที่สุดคือ โดยการเริ่มศึกษา และทำตามพระคัมภีร์ พระเจ้าย้ำกับเราว่า “พระคัมภีร์ทุกตอน ได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม เพื่อคนของพระเจ้าจะพรักพร้อมที่จะกระทำดีทุกอย่าง” (2ทิโมธี3:16,17)
เริ่มจากการอ่าน “ยอห์น” วันละ 1 บท ทุกครั้งเมื่ออ่านพระคัมภีร์ ลองตอบคำถามเหล่านี้ดู
1. พระคัมภีร์บอกอะไรแก่เรา และสิ่งนั้นมีความหมายพิเศษแก่เราอย่างไร
2. พระคัมภีร์สอนอะไรแก่เรา ในเรื่องของพระเจ้า
3. พระคัมภีร์สอนเราให้คิดอย่างไร ให้ทำอะไรและห้ามเราในเรื่องใด
4. มีสัญญาอะไร ที่พระเจ้าให้แก่เราที่เป็นคนของพระเจ้า
ระวังอย่าให้ความคิดของเราเป็นใหญ่กว่าพระคัมภีร์ ถ้าเราเคยเข้าใจผิด ทำผิดไป ให้เรากลับใจเสียใหม่

ช่วยเหลือและรับใช้ผู้อื่น



ช่วยเหลือและรับใช้ผู้อื่น

พระคัมภีร์บอกเราว่า “จงดูเถิด พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไร ที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า (1ยอห์น3:3) ผู้ใดบังเกิดจากพระเจ้า ผู้นั้นก็ไม่กระทำบาป.. ผู้ใดที่ไม่ได้ประพฤติชอบ และไม่รักพี่น้องของตน ผู้นั้นก็ไม่ได้มาจากพระเจ้า (1ยอห์น 3:9,10)
พระเจ้าสอนเราว่า
1. อย่ารักกันด้วยคำพูดและด้วยปากเท่านั้น แต่ให้รักกันด้วยการกระทำและด้วยความจริง (1ยอห์น3:18)
2. ให้รับใช้กันและกันด้วยความรัก (กาลาเทีย 5:13)
3. ไม่ให้ผู้ใดมีชีวิตอยู่ เพื่อตนเองฝ่ายเดียว (โรม 14:7)
4. ไม่ให้แบ่งชั้นวรรณะ (ยากอบ 2:4)
5. ให้คนที่รักพระเจ้านั้นรักพี่น้องและเพื่อนบ้านของตนด้วย (1ยอห์น 4:21 , มัทธิว 22:39)

ร่วมสามัคคีธรรมสม่ำเสมอ


ร่วมสามัคคีธรรม สม่ำเสมอ

เมื่อเราเป็นคริสเตียน เราเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักร พระคริสต์เป็นศรีษะ คริสตจักรเป็นพระกายของพระองค์(เอเฟซัส5:23) เราต่างก็เป็นอวัยวะต่าง ๆ ของพระกายนั้น (1โครินธ์ 12:27) ร่างกายต้องการอวัยวะทุกส่วนและขณะเดียวกัน อวัยวะก็ไม่สามารถมีชีวิตได้ ถ้าไม่ต้องการมีส่วนในร่างกาย ไม่ผูกพันกับร่างกาย ต้องการเป็นเอกเทศ พระเจ้ากำชับเราว่า “อย่าขาดประชุม เหมือนอย่างบางคนที่ขาดอยู่นั้น..” (ฮีบรู10:25)
เราพบกันเพื่อทำอะไรบ้าง
1. สรรเสริญพระเจ้า ร้องเพลงถวายพระองค์ (สดุดี 149:1)
2. ขอบคุณพระเจ้า เล่าความดีของพระองค์ที่มีต่อเรา (สดุดี107:8)
3. ฟังคำสอน หักขนมปังและอธิษฐาน (กิจการ 2:42)
4. รับการเตรียมตัว ให้เป็นคนที่ จะทำหน้าที่รับใช้ในส่วนของเรา ในฐานะที่เป็นอวัยวะ ที่ทำงานเต็มที่ในร่างกาย (เอเฟซัส 4:11-16)
5. หนุนใจกันให้มีความรักและทำความดี (ฮีบรู10:24)

ชีวิตที่ส่องสว่าง ดุจ นครบนภูเขา


เล่าให้คนอื่นฟัง เรื่องพระเจ้า

“ท่านทั้งหลาย จะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเรา ในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” (กิจการ1:8)

พระเจ้าให้เราเป็นพยานฝ่ายพระองค์ ทั้งชีวิตและคำพูดของเรา จะเป็นสิ่งที่ทำให้คนอื่นทราบว่า พระเจ้าเป็นที่พึ่งของเขาได้แน่นอน พระเจ้าสอนเราว่า “จงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมเสมอ เพื่อท่านจะสามารถตอบทุกคนที่ถามท่านว่า ท่านมีความหวังใจเช่นนี้ด้วยเหตุผลประการใด” (1เปโตร 3:15)

“ท่านทั้งหลาย ก็เหมือนกับตะเกียง จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” (มัทธิว 5:16)

จงมั่นใจในความรอด




เมื่อท่านเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว....

จงมั่นใจในความรอด

บางครั้งเราอาจเกิดความสงสัยว่า เราเป็นลูกของพระเจ้าหรือเปล่า ซาตานจะพยายามปรักปรำเรา ในเรื่องความล้มเหลวบางด้านในชีวิตของเรา เราต้องไม่ลืมว่า “เราทั้งหลายรอดนั้น ก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวเราทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้ ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้ เพื่อไม่ให้คนหนึ่งคนใดอวดได้” (เอเฟซัส 2:8-9)
เราต้องไม่ลืมว่า
1. ในพระเยซู เราได้รับการไถ่บาป (เอเฟซัส 1
:7)

2. ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์จะทรงโปรดยกบาปให้เรา (1 ยอห์น 1:9)

3. ไม่มีผู้ใดแย่งชิงเราไปจากพระหัตถ์ของพระเจ้าได้ (ยอห์น 10:28)

4. ฤทธิ์เดชของพระเจ้า ได้คุ้มครองเราไว้ (1เปโตร 1:3-5)

ดังนั้น อย่าเอาความรู้สึกของเราเป็นเครื่องวัด แต่จงเชื่อพระวจนะของพระเจ้า กลับใจจากบาป และเดินในทางของพระเจ้า