วันพฤหัสบดี

อย่ายอมตกในการล่อลวงให้ทำบาป



อย่ายอมตกในการล่อลวงให้ทำบาป

คริสเตียนต้องไม่ประมาท และคิดว่าตัวเองมั่นคงดีแล้ว ทุกคนถูกทดลองและไม่มีการทดลองใด ๆ เกิดขึ้นกับเรานอกเหนือจากการทดลอง ซึ่งเคยเกิดกับมนุษย์ทั้งหลาย (1โครินธ์10:12-13) มารซาตานต้องการให้เราล้มลงในบาป แต่พระเจ้าต้องการให้เรามีชัยชนะ
พระเจ้าสอนเราให้
1. เฝ้าระวัง และอธิษฐาน เพราะแม้ใจเราจะพร้อม กายก็อ่อนกำลังได้” (มัทธิว 26:41)
2. สวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า เพื่อจะต่อต้าน ยุทธอุบายของพญามารได้ (เอเฟซัส 6:10-18)
3. ดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณไม่ยอมสนองตัณหาของเนื้อหนัง (กาลาเทีย 5:6-17)
4. หลีกหนีจากราคะตัณหาของคนหนุ่ม (2ทิโมธี 2:22)
5. ต่อสู้กับมาร และมันจะหนีเราไป (ยากอบ 4:7)

อดทนต่อความยากลำบาก



อดทนต่อความยากลำบาก

ในชีวิตคริสเตียนของเราบางครั้งเราก็ประสบกับปัญหาต่างๆ เช่นความป่วยไข้ การเงินฝืดเคือง ฯลฯ แต่จงตระหนักว่า “พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง” (โรม8:28) ไม่ว่าความลำบากนั้น จะเป็นการตีสอนจากพระเจ้า หรือจะเป็นการทดสอบความเชื่อก็ตาม
พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อันดีในชีวิตของเรา
1. การตีสอน ก็เพื่อประโยชน์ของเรา แม้จะดูเป็นเรื่องเศร้าใจในขณะนั้น แต่ต่อมาภายหลัง จะก่อให้เกิดความสุขสำราญ แก่บรรดาคนที่ต้องทนอยู่นั้น (ฮีบรู 12:11)
2. การทดสอบ ก็เพื่อพัฒนาความเชื่อของเราให้หนักแน่นมั่นคง (ยากอบ 1:2-4 , 1เปโตร 5:10)
พระเจ้าต้องการให้เราตระหนักว่า
1. ความทุกข์ยากนั้นอยู่เพียงระยะหนึ่ง (2โครินธ์ 4:17)
2. ในที่สุด พระเจ้าทรงเปี่ยมไปด้วยพระเมตตากรุณา (ยากอบ 5:11) จะประทานรางวัล และศักดิ์ศรีหาที่เปรียบมิได้ (2โครินธ์ 4:17)

พึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์


พึ่งพา พระวิญญาณบริสุทธิ์

พระเจ้าสัญญากับประชากรของพระองค์ไว้ว่า “เราจะให้ใจใหม่แก่เจ้าและเราจะบรรจุจิตวิญญาณใหม่ไว้ในเจ้า...เราจะใส่วิญญาณของเราภายในเจ้า และกระทำให้เจ้าดำเนินตามกฎเกณฑ์ของเรา และให้รักษากฏหมายของเราและกระทำตาม” (เอเสเคียล36:26,27) เราต้องรักษาความคิด คำพูดและการกระทำให้ถูกต้องเสมอ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะตรัสกับเราในใจ (กิจการ8:29) พระองค์จะช่วยเราเมื่อเราอ่อนกำลัง(โรม8:14) และพระองค์ทรงนำทุกคนที่เป็นลูกของพระเจ้า (โรม8:14)
ในไม่ช้าไม่นาน เราจะได้รับบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ เมื่อนั้นเราจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช ในการเป็นพยานถวายพระเกียรติพระเจ้า(กิจการ1:5,8) เมื่อเรารับบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะมีหมายสำคัญทุกครั้งว่า พระวิญญาณได้เสด็จลงมาบนเราแล้ว (กิจการ8:12-17,10:44-47) (กิจการ19:2-6,มัทธิว3:16)

อธิษฐานทุกวัน


อธิษฐานทุกวัน

การอธิษฐาน คือ การคุยกับพระเจ้า ตอนแรกอาจจะรู้สึกแปลกบ้าง แต่ต่อไปจะรู้สึกมีความหมายมาก เราเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการอธิษฐานเสมอ และเราคุยกับพระเจ้าได้ตลอดทั้งวันด้วย 
พระคัมภีร์บอกเราว่า
“อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใด ๆ เลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ แล้วสันติสุขของพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์” (ฟิลิปปี4:6,7)
1. เริ่มต้นวันใหม่กับพระเจ้าทุก ๆ วันส่วนตัวโดยการอธิษฐานในที่ซึ่งไม่มีคนรบกวน (มาระโก1:35)
2. จดสิ่งที่ขอกับพระเจ้า และสิ่งที่พระเจ้าตอบ อย่าลืมขอบพระคุณพระเจ้า
3. อธิษฐานกับพระเจ้าในเรื่องการใช้เวลาของวันใหม่
4. พระเจ้ารักเราและอยู่กับเราตลอดเวลา หัดฟังเสียงเบาๆของพระเจ้าในใจของเราที่เตือนเรา ให้กำลังใจและบอกเราถึงสิ่งต่าง ๆ

อย่ากระวนกระวาย


อย่ากระวนกระวาย

บางครั้ง เราก็เต็มไปด้วยความวิตกกังวล กลัวปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต พระวจนะของพระเจ้าบอกเราว่า “จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย” (1เปโตร 5:7)
เราต้องตระหนักว่า
1. “ผู้ที่ไปข้างหน้าคือพระเจ้า พระองค์ทรงสถิตอยู่ด้วย พระองค์จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลว หรือทอดทิ้งท่านเสีย อย่ากลัวและอย่าขยาดเลย” (เฉลยธรรมบัญญัติ 31
:8)

2. พระเจ้าสอนเราว่า “จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเองจงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของพระเจ้าและพระองค์ จะทรงกระทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น” (สุภาษิต 3:5-6)

3. พระเจ้าสอนไม่ให้เรากระวนกระวายว่าจะเอาอะไรกิน เอาอะไรดื่มและเอาอะไรนุ่งห่มแต่สอนเราว่า “จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” (มัทธิว6:25,33)

อ่านพระคัมภีร์สม่ำเสมอ


อ่านพระคัมภีร์เสมอ

เดี๋ยวนี้เราเป็นคริสเตียนแล้ว จำเป็นต้องเติบโตขึ้นในทางของพระเจ้า วิธีที่ดีที่สุดคือ โดยการเริ่มศึกษา และทำตามพระคัมภีร์ พระเจ้าย้ำกับเราว่า “พระคัมภีร์ทุกตอน ได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม เพื่อคนของพระเจ้าจะพรักพร้อมที่จะกระทำดีทุกอย่าง” (2ทิโมธี3:16,17)
เริ่มจากการอ่าน “ยอห์น” วันละ 1 บท ทุกครั้งเมื่ออ่านพระคัมภีร์ ลองตอบคำถามเหล่านี้ดู
1. พระคัมภีร์บอกอะไรแก่เรา และสิ่งนั้นมีความหมายพิเศษแก่เราอย่างไร
2. พระคัมภีร์สอนอะไรแก่เรา ในเรื่องของพระเจ้า
3. พระคัมภีร์สอนเราให้คิดอย่างไร ให้ทำอะไรและห้ามเราในเรื่องใด
4. มีสัญญาอะไร ที่พระเจ้าให้แก่เราที่เป็นคนของพระเจ้า
ระวังอย่าให้ความคิดของเราเป็นใหญ่กว่าพระคัมภีร์ ถ้าเราเคยเข้าใจผิด ทำผิดไป ให้เรากลับใจเสียใหม่

ช่วยเหลือและรับใช้ผู้อื่น



ช่วยเหลือและรับใช้ผู้อื่น

พระคัมภีร์บอกเราว่า “จงดูเถิด พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไร ที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า (1ยอห์น3:3) ผู้ใดบังเกิดจากพระเจ้า ผู้นั้นก็ไม่กระทำบาป.. ผู้ใดที่ไม่ได้ประพฤติชอบ และไม่รักพี่น้องของตน ผู้นั้นก็ไม่ได้มาจากพระเจ้า (1ยอห์น 3:9,10)
พระเจ้าสอนเราว่า
1. อย่ารักกันด้วยคำพูดและด้วยปากเท่านั้น แต่ให้รักกันด้วยการกระทำและด้วยความจริง (1ยอห์น3:18)
2. ให้รับใช้กันและกันด้วยความรัก (กาลาเทีย 5:13)
3. ไม่ให้ผู้ใดมีชีวิตอยู่ เพื่อตนเองฝ่ายเดียว (โรม 14:7)
4. ไม่ให้แบ่งชั้นวรรณะ (ยากอบ 2:4)
5. ให้คนที่รักพระเจ้านั้นรักพี่น้องและเพื่อนบ้านของตนด้วย (1ยอห์น 4:21 , มัทธิว 22:39)

ร่วมสามัคคีธรรมสม่ำเสมอ


ร่วมสามัคคีธรรม สม่ำเสมอ

เมื่อเราเป็นคริสเตียน เราเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักร พระคริสต์เป็นศรีษะ คริสตจักรเป็นพระกายของพระองค์(เอเฟซัส5:23) เราต่างก็เป็นอวัยวะต่าง ๆ ของพระกายนั้น (1โครินธ์ 12:27) ร่างกายต้องการอวัยวะทุกส่วนและขณะเดียวกัน อวัยวะก็ไม่สามารถมีชีวิตได้ ถ้าไม่ต้องการมีส่วนในร่างกาย ไม่ผูกพันกับร่างกาย ต้องการเป็นเอกเทศ พระเจ้ากำชับเราว่า “อย่าขาดประชุม เหมือนอย่างบางคนที่ขาดอยู่นั้น..” (ฮีบรู10:25)
เราพบกันเพื่อทำอะไรบ้าง
1. สรรเสริญพระเจ้า ร้องเพลงถวายพระองค์ (สดุดี 149:1)
2. ขอบคุณพระเจ้า เล่าความดีของพระองค์ที่มีต่อเรา (สดุดี107:8)
3. ฟังคำสอน หักขนมปังและอธิษฐาน (กิจการ 2:42)
4. รับการเตรียมตัว ให้เป็นคนที่ จะทำหน้าที่รับใช้ในส่วนของเรา ในฐานะที่เป็นอวัยวะ ที่ทำงานเต็มที่ในร่างกาย (เอเฟซัส 4:11-16)
5. หนุนใจกันให้มีความรักและทำความดี (ฮีบรู10:24)

ชีวิตที่ส่องสว่าง ดุจ นครบนภูเขา


เล่าให้คนอื่นฟัง เรื่องพระเจ้า

“ท่านทั้งหลาย จะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเรา ในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” (กิจการ1:8)

พระเจ้าให้เราเป็นพยานฝ่ายพระองค์ ทั้งชีวิตและคำพูดของเรา จะเป็นสิ่งที่ทำให้คนอื่นทราบว่า พระเจ้าเป็นที่พึ่งของเขาได้แน่นอน พระเจ้าสอนเราว่า “จงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมเสมอ เพื่อท่านจะสามารถตอบทุกคนที่ถามท่านว่า ท่านมีความหวังใจเช่นนี้ด้วยเหตุผลประการใด” (1เปโตร 3:15)

“ท่านทั้งหลาย ก็เหมือนกับตะเกียง จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” (มัทธิว 5:16)

จงมั่นใจในความรอด




เมื่อท่านเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว....

จงมั่นใจในความรอด

บางครั้งเราอาจเกิดความสงสัยว่า เราเป็นลูกของพระเจ้าหรือเปล่า ซาตานจะพยายามปรักปรำเรา ในเรื่องความล้มเหลวบางด้านในชีวิตของเรา เราต้องไม่ลืมว่า “เราทั้งหลายรอดนั้น ก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวเราทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้ ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้ เพื่อไม่ให้คนหนึ่งคนใดอวดได้” (เอเฟซัส 2:8-9)
เราต้องไม่ลืมว่า
1. ในพระเยซู เราได้รับการไถ่บาป (เอเฟซัส 1
:7)

2. ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์จะทรงโปรดยกบาปให้เรา (1 ยอห์น 1:9)

3. ไม่มีผู้ใดแย่งชิงเราไปจากพระหัตถ์ของพระเจ้าได้ (ยอห์น 10:28)

4. ฤทธิ์เดชของพระเจ้า ได้คุ้มครองเราไว้ (1เปโตร 1:3-5)

ดังนั้น อย่าเอาความรู้สึกของเราเป็นเครื่องวัด แต่จงเชื่อพระวจนะของพระเจ้า กลับใจจากบาป และเดินในทางของพระเจ้า